จากการเขียนเรื่องนี้ทำให้ผมได้มุมมองและข้อคิดต่างๆ มากมาย จึงอยากให้คนที่ได้หลุดเข้ามาอ่านในบล็อกนี้ได้รับประโยชน์ไปด้วย
ผมเดินไปตามแผงหนังสือแล้วเจอแต่ วิถีแห่งสตีฟจอบส์ วิถีแห่งโตโยต้า วิถีแห่ง... ซึ่งต่างก็มาจากแต่ต่างประเทศ ผมจึงอยากให้คนไทยได้เห็นแบบอย่างของคนไทยด้วยกัน ที่เป็นวิถีแบบไทยแท้ ที่หลายคนอาจจะเห็นว่าเชย แต่คนต่างประเทศเขายกย่อง
ลองติดตามดูนะครับ ...
บัวขาวได้ไปเดินเที่ยวกับเพื่อนๆ ในงานมวยใกล้บ้าน ณ จังหวัดสุรินทร์ บ้านเกิดของเขา แล้วก็เกิดความรู้สึกตามประสาเด็กคนหนึ่งที่ได้เห็นว่านักมวยนั้นดูเท่ห์ เพราะมีผู้คนมากมายต่างรายล้อมเวทีและส่งเสียงเชียร์คู่มวยที่อยู่บนเวที ความรู้สึกประทับใจหรือพูดง่ายๆ ก็คือความฝันในวัยเด็กของบัวขาวถึงการเป็นนักมวยก็เกิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เมื่อเกิดสิ่งนี้ขึ้นแล้ว สิ่งที่บัวขาวในวัย 8 ขวบทำต่อมาก็คือ การขอเงินจากแม่ 100 บาท เพื่อนำไปใช้เป็นค่ามัดจำในการขึ้นชกบนเวทีเป็นครั้งแรก ผลปรากฎว่าชนะ หลังจากนั้นบัวขาวได้ชกมวยไปเรื่อยๆ ในละแวกหมู่บ้าน เรียกได้ว่าเป็นนักมวยรุ่นจิ๋ว โดยที่ก็ทำไปพร้อมๆ กับการเรียนหนังสือ
จนใกล้จะจบมัธยม ก็มีแมวมองจากค่าย ป.ประมุข มาดูตัวนักมวยในละแวกหมู่บ้านที่บัวขาวอยู่ ทางค่ายตัดสินใจเลือกนักมวยจำนวนหนึ่งที่พอมีหน่วยก้านและชื่อเสียงดี เพื่อนำมาปั้นให้เป็นนักมวยของค่าย
บัวขาวที่อายุยังน้อยไม่ได้อยู่ในสายตาของแมวมองเลย แต่ช่องว่างของโอกาสเล็กๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อบัวขาวได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่นักมวยคนหนึ่งที่ถูกเลือกในจำนวนนั้นให้ตามไปด้วยกัน พูดกันง่ายๆ ก็คือถูกชวนให้ตามไปเป็นตัวแถม
ประเด็นแรกที่ผมต้องการพูดถึงอยู่ตรงนี้ครับ เพราะขณะนี้เกิดทางเลือกขึ้น 2 ทาง
ทางที่ 1 คือ การเลือกเรียนหนังสือ ทำเหมือนเพื่อน ทำตามแบบที่เด็กๆ ทั่วไปควรจะทำ ทางที่เล่นแล้วปลอดภัยดี
ทางที่ 2 คือ การทิ้งหนังสือ ไปเป็นตัวแถมตัวฟรี ที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญ แต่เป็นทางที่ตัวเองฝันมาตั้งแต่เด็ก
อย่างที่ท่านคงจะเดาออก หลังจากนั้น กระเป๋าเป้ที่บรรจุเสื้อผ้าไปไม่กี่ชุดก็ถูกสะพายขึ้นหลังของบัวขาวที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มแบบเด็กบ้านนอก เป้มันกระเด้งขึ้นลงกระแทกหลังของเจ้าของ ไปตามจังหวะท้ายรถกระบะที่มุ่งหน้าไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา สถานที่ตั้งของค่ายป.ประมุข
เป้ใบนี้จะเดินทางไปที่นั่นไม่ได้เลย หากเด็กคนนั้นไม่มีความฝัน และสิ่งนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากเด็กคนนั้นมีความฝันแต่ไม่กล้าที่จะเดินตามความฝันของตัวเอง
บทที่ 2 แชมป์ K-1 สมัยแรก
หลังจากที่ได้อยู่กินนอนและฝึกซ้อมที่ค่าย ป.ประมุข บัวขาวก็เติบโตขึ้นทั้งร่างกาย ฝีมือ และจิตใจ มีโอกาสได้ขึ้นชกในรายการสำคัญๆ และไต่เต้าไปจนถึงระดับแชมป์มวยไทยของเวทีใหญ่ต่างๆ เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้วในระดับประเทศ
จนกระทั่งมีแมวมองจากญี่ปุ่น มาชักชวนผ่านค่าย ป.ประมุข ให้บัวขาวไปขึ้นชกในรายการสำคัญอันหนึ่ง ที่เรียกว่า “เควัน” (K-1 หรือถ้าจะเรียกให้ถูกต้องก็ต้องเป็น K-1 World Max) เควันเป็นรายการระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่นจัดขึ้น กติกาของ K-1 นั้นคล้ายคลึงกับมวยไทย แต่ห้ามการใช้ศอก
ดูเหมือนจะเป็นการตัดแม้ไม้ที่น่าหวาดเสียวของมวยไทยออกไป แต่สิ่งที่ต้องยอมรับว่าโหดโคตรสำหรับการขึ้นชกในเควัน ก็คือ การที่นักมวย 8 คนในรอบสุดท้ายจะถูกประกบคู่แบ่งสาย ชกกันแบบแพ้คัดออก และจะต้องขึ้นชกเพื่อหาแชมป์ให้ได้ในวันเดียวนั้น
นั่นหมายความว่า หากจะเป็นแชมป์รายการนี้ได้ จะต้องขึ้นชกกับสุดยอดนักชกจากทั่วโลกถึง 3 แม็ตช์ (แม็ตช์ละ 3 ยก ไม่รวมยกพิเศษหากตัดสินใน 3 ยกแล้วเสมอ) ภายใต้เงื่อนไขการแข่งขันที่ต้องจบในวันเดียว
บัวขาวผ่านการคัดเลือกเข้าไปสู่รอบ 8 คนสุดท้ายในปี 2004 แบบโนเนมไร้แฟนคลับ ในขณะที่นักชกอีก 7 คนเต็มไปด้วยเสียงกรี๊ดและไฟแฟลช
เมื่อนัดแรกมาถึง แม้เพลงเปิดตัวจะออกแนวแขกแปลกๆ แต่เพลงบางระจันไทยแท้ของน้าแอ๊ดคาราบาวก็ถูกฮัมเบาๆ อยู่ในใจของบัวขาว พร้อมๆ กับการปรากฎตัวแบบเงียบๆ
เมื่อเสียงกรี๊ดไม่ดัง ไฟแฟลชไม่สว่าง สภาวะแห่งความว่างก็ปรากฎเกิดแก่จิต ชั่วขณะนั้นเองใจของบัวขาวก็โพล่งออกมาว่า “วันนี้แหละกูจะแสดงมวยไทยให้พวกมึงเห็น”
ด้วยร่างกายที่ผ่านการเคี่ยวกรำ ฝืมือที่ผ่านการฝึกฝน และจิตที่ว่างจากเสียงไฟนอกขอบเวที บัวขาวทะลุผ่านนักมวย 2 คนใน 2 นัดจนไปถึงรอบชิงชนะเลิศ และนั่นก็เพื่อปฏิบัติการขั้นสุดท้ายในการยำใหญ่ “มาซาโตะ” นักชกที่มีเสียงกรี๊ดและไฟแฟลชมากที่สุดของญี่ปุ่น
ทั้งๆ ที่บัวขาวทั้งถีบทั้งเตะเข้าหน้าเข้าท้อง ไม่นับการหวดเจาะยางแบบไม่ยั้ง แต่ผลการตัดสินใน 3 ยกกลับออกมาเสมอแบบไม่เกรงใจมาซาโตะ (คือตูโดนยำจะแย่อยู่แล้ว จะให้ตูชกต่ออีกเหรอ)
ออกมายกพิเศษ บัวขาวจึงจัดหนักให้ทั้งยก จนจบยกกรรมการทนไม่ไหว ให้บัวขาวชนะคะแนนไป กลายเป็นแชมป์ครั้งแรกที่สร้างชื่อในปีนั้น
บทที่ 3 รักษาแชมป์
การเป็นแชมป์เควันในปี 2004 ทำให้ชื่อของบัวขาวและมวยไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่เมื่อย้อนคิดกลับไปถึงเหตุผลหนึ่งของการได้แชมป์ในปีนั้น นั่นก็อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้อาวุธของมวยไทยยังไม่เป็นที่ประจักษ์มากนัก ทำให้นักมวยต่างชาติประมาทและจับทางนักมวยไร้แฟนคลับอย่างบัวขาวไม่ถูก
สิ่งนี้ยืนยันได้จากนัดที่ 2 ของบัวขาวที่เจอกับ โคฮิรุยมาคิ (Takayuki Kohiruimaki) ในปี 2004 นั่นคือการที่บัวขาวจับล็อกคอตีเข่าซ้ำแล้วซ้ำอีก จนโคฮิรุยมาคิจุกเสียดแน่นท้อง ทนไม่ไหวแพ้น็อกบัวขาวไปอย่างง่ายดาย
เมื่อนักมวยญี่ปุ่นแพ้นักมวยไทยอย่างไร้รูป บนกติกาของเควัน กติกาที่เป็นศักดิ์ศรีที่จะเรียกได้ว่าเป็นมวยญี่ปุ่นก็ไม่ผิด กระบวนการบล็อกแชมป์สกัดดาวรุ่งกันจึงเกิดขึ้น
กติกาเควันเปลี่ยนทันทีในปี 2005 นั่นคือ การห้ามออกอาวุธในขณะที่ใช้มือทั้งสองข้างล็อกคอคู่ต่อสู้อยู่ แต่อนุญาตให้ออกอาวุธได้ครั้งเดียวประเดี๋ยวนั้นหากว่าคว้าคู่ต่อสู้ไว้ด้วยมือแค่ข้างเดียว (อันนี้ผมแปลมาจากกฎฉบับภาษาอังกฤษอีกที ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ)
กฎฟังเข้าใจยากแต่ถ้าจะพูดให้ง่ายและตรงก็คือ “ต่อไปนี้ห้ามบัวขาวล็อกคอตีเข่าอีกนะ แต่ถ้าอยากจะทำจริงๆ ก็เอาเป็นว่าให้ใช้มือข้างเดียวล็อกคอเอา แล้วก็ให้ตีเข่าได้แค่ทีเดียวเดี๋ยวนั้น อย่าเกินล่ะ”
โดยทางคณะจัดการแข่งขันให้เหตุผลในการเปลี่ยนกฎว่า เพื่อให้นักมวยประเภทคิกบ็อกซิ่ง ซึ่งต่างมาจากหลากหลายสไตล์ ได้สู้กันโดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันจนเกินไป กฎจะได้มีความยุติธรรมมากขึ้น (...ซะงั้น)
ปี 2005 จึงเป็นการรักษาแชมป์ที่ยากยิ่งของบัวขาว เพราะไม่เพียงแต่นักมวยคนอื่นๆ จะเริ่มหันมาวิเคราะห์ศึกษาทางของบัวขาวกันแล้ว กฎกติกาก็ถูกเปลี่ยนไปอีกเพื่อให้บัวขาวเสียเปรียบมากขึ้น
แต่ด้วยการฝึกซ้อมอย่างหนักและความรักในมวยไทยอันเป็นชีวิตจิตใจของบัวขาวอยู่แล้ว การกลับมาครั้งที่ 2 ในปี 2005 บัวขาวก็สามารถทะลุผ่านการชกใน 2 นัดแรกไปได้ เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง โดยครั้งนี้หากบัวขาวชนะ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นนักมวยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำดับเบิ้ลแชมป์เควัน
การผ่าน 2 นัดแรกไปได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เพราะถ้าได้ลองหาดูคลิปกัน จะเห็นว่ากรรมการเอาแต่เตือนบัวขาวตลอด กระบวนการสกัดดาวรุ่งนี้ เล่นเอาบัวขาวเสียสมาธิออกอาวุธได้ไม่เต็มที่
เมื่อมาสู่รอบชิง คู่ต่อสู้ของบัวขาวคือ แอนดี้ ซาวเวอร์ (Andy Souwer) นักชกขี้ฟ้อง (อันนี้ผมไม่ได้ว่าเองนะครับ และไม่ได้ว่าตามคนไทยที่อาจจะเข้าข้างกันเองด้วย ถ้าไปตามดูคำวิจารณ์หรือคอมเม้นท์ต่างๆ ที่ฝรั่งเขียน ในเว็บหรือในยูทูปจะขำกว่านี้อีก) การชกในนัดนี้ ต่างฝ่ายต่างออกอาวุธก็จริง แอนดี้เน้นหมัด บัวขาวเน้นเข่ากับแข้ง แต่ผมคิดว่าบัวขาวทำได้เข้าเป้าและค่อนข้างชัดเจนกว่ามาก ผมพยายามดูกลับไปกลับมาหลายรอบ ลองนับหมัดนับแข้งเพื่อนับคะแนนดูเอง ลองไม่เข้าข้างกัน นึกหน้าแอนดี้เป็นบัวขาวเปลื่ยนหน้าบัวขาวเป็นแอนดี้ก็แล้ว ย้อนกลับไปดูกฎ กลับมาดูคลิปซ้ำอีกที ก็ไม่เชื่อครับว่าบัวขาวจะแพ้
และอย่างที่ผมเฉลยไปแล้ว หลังจากการสู้กันปกติใน 3 ยก ปรากฎผลว่าเสมอ เมื่อต่อยกพิเศษออกไปอีกก็ยังเสมอ พอต่ออีกยกสุดท้าย กรรมการก็ชูมือให้แอนดี้เป็นฝ่ายชนะคะแนน ท่ามกลางความกังขาของเหล่าคนดู
บัวขาวก้าวลงจากเวที หันหลังให้กับพิธีมอบถ้วย ระหว่างทางเดินไปยังห้องพัก เสียงปรบมือค่อยๆ ดังเป็นจังหวะ พร้อมๆ กับเสียง “บูอา-ขาโอ” ชื่อเรียกบัวขาวแบบไม่ชัดสำเนียงญี่ปุ่น ที่ถูกตะโกนออกมาจากบรรดาหญิงชาย หมู่คนดูบริเวณนั้น
บัวขาวกลับมายังห้องพัก บนเวทีคือความพ่ายแพ้ นอกเวทียังพอมีกำลังใจ สีหน้าที่อ่อนล้าไม่ใช่เพราะร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรง แต่เป็นจิตใจที่บอบช้ำ ชัยชนะที่ควรจะได้มากลับกลายเป็นความว่างเปล่า
หากแต่ความว่างเปล่านี้มิใช่ความสูญเปล่า มันกลับกลายเป็นความว่างเปล่าเพื่อรอคอยการเติมเต็ม
การรอคอยที่ว่านั้น คือ “การรอคอยแห่งการกลับมาของดับเบิ้ลแชมป์”
บทที่ 4 ดับเบิ้ลแชมป์
เคยมีคำพูดหนึ่งที่ว่า “การจะเป็นแชมป์ได้ว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์ให้ได้นั้นยากยิ่งกว่า”
แต่สำหรับบัวขาวแล้ว ผมมีอีกคำพูดหนึ่งที่ว่า “การได้แชมป์ว่ายากแล้ว แต่การถูกปล้นดับเบิ้ลแชมป์ แล้วกลับมาทวงคืนได้นี่สิ ที่สะใจกว่า”
ดั่งคำพระท่านสอนไว้ “เมื่อทุกสิ่งคือความว่าง ทุกอย่างจึงเกิดขึ้น” ความว่างเปล่า ในปี 2005 นั้นมิใช่ความสูญเปล่า แม้มันไม่ได้สร้างความยินดี แต่เมื่อความยินร้ายได้จางหายไป ใจที่เป็นกลางก็เริ่มเผยตัวอุเบกขาให้ปรากฎ สมองที่เคยอื้ออึงจึงคลายโล่ง ใจที่เคยปกปิดจึงเปิดออก การคิดคำนึงถึงสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงจึงเกิดขึ้น
สมองที่ว่าอื้อ ใจที่ว่าปิดนั้น ก็คือความสงสัยไปในความขัดแย้ง ระหว่างความเชื่อในใจลึกๆ ของตัวเองว่าถูกว่าชนะ กับสิ่งที่คนอื่นตัดสินให้มาว่าผิดว่าแพ้
มวยไทยเป็นศิลปะการป้องกันตัว เน้นการปัดป้องและการออกอาวุธเพื่อให้คู่ต่อสู้มีประสิทธิภาพในการจู่โจมต่ำลง หาใช่การมุ่งแต่จะทำร้ายคู่ต่อสู้แต่อย่างใดไม่ การแพ้ชนะกันในมวยไทยคือการแสดงให้เห็นถึงการแพ้ชนะกันในชั้นเชิง คือการแสดงให้เห็นว่าคู่ต่อสู้ทำอะไรเราไม่ได้ ไม่ใช่การห้ำหั่นกันเพื่อให้ใครตายใครอยู่
แต่กฎของเควันก็คือกฎของเควัน การแตะเข้าการ์ดอันเป็นเทคนิคเพื่อลดพลังหมัด หรือการปล้ำเหวี่ยงคู่ต่อสู้ให้ล้มลงได้ ไม่ถือเป็นชั้นเชิง แม่ไม้เด็ดล็อกคอตีเข่าที่น็อกเขาได้ก็มาถูกบล็อกถูกห้าม การเข้าทำคู่ต่อสู้จะมีวิธีอื่นใดอีก เพราะหากหน้าเขาไม่หงาย ตัวเขาไม่ร่วง คะแนนก็ไม่มี ความดีก็ไม่เกิด
เมื่อปราศจากความยึดติด สิ่งที่คิดค้างคาจึงกลับกลายมาเป็นความกระจ่าง...
นั่นคือ “การเล่นมันบนกฎของเควัน” ใช้หมัดแท้ๆ นี่แหละ ทำให้หน้ามันหงาย ตัวมันร่วง ถ้าหลังจากนี้จะมาออกกฎห้ามใช้หมัดกันอีก มันก็คงไม่ใช่มวยแล้ว !!
บัวขาวฝึกซ้อมเพื่อสร้างพลังหมัดอยู่เงียบๆ ด้วยคำแนะนำของครูฝึกและความร่วมแรงร่วมใจในค่ายของกำนันและพี่เลี้ยง เมื่อผนวกกับการฟิตซ้อมร่างกายอย่างหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา บัวขาวก็พร้อมแล้วสำหรับการแก้แค้นในปี 2006
วันที่ 30 เดือน 6 ปี 2006 ความจุ 17,000 ที่นั่ง ณ สนามโยโกฮาม่าอารีน่า ต่างคาคั่งไปด้วยผู้คน ไม่เว้นหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ
บัวขาวขึ้นเวทีในนัดแรกด้วยคู่ปรับอย่าง โยชิฮิโร่ ซาโตะ (Yoshihiro Sato) นักชกเจ้าถิ่นที่มีช่วงชกยาวกว่า เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นแนวทางที่ได้เตรียมมาก็ถูกงัดมาใช้ บัวขาวปล่อยหมัดหนึ่งสอง เข้าหน้าซาโตะได้หลายต่อหลายครั้ง ซาโตะยังไม่เข้าใจไล่เดินเข้าแลกหมัดแบบหลวมๆ จนกระทั่งปลายยกแรก บัวขาวยืดหมัดค้ำวัดระยะ ก่อนปล่อยซ้ายขวาตรง สลับหนึ่งสองเข้าเต็มดั้ง ซาโตะก้นจั้มเบ้าลงไปให้กรรมการนับแปด ลุกขึ้นมาได้บัวขาวลุยต่อ แต่เสียงระฆังช่วยไว้ หมดยกซาโตะเดินกลับเข้ามุมไปแบบเลือดซึมจมูก แต่แล้วหลังจากนั้นจุดจบของเขาก็มาถึง เมื่อยังเริ่มได้ไม่ถึง 10 วินาทีในยกที่ 2 ซาโตะโดนฮุกซ้ายของบัวขาวเข้าหน้าอย่างจัง เลือดกลบปากกลบจมูก แพ้น็อกไปแบบที่กรรมการไม่รู้จะช่วยจะเข้าข้างกันยังไง
บัวขาวดูจะผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากผ่านนัดแรกมาได้ ดังนั้นในนัดที่สองที่ต้องมาเจอกับ ดราโก้ (Gago Drago) นักชกชาวอาร์เมเนียน หากได้ดูคลิปกันก็จะเห็นว่าบัวขาวดูมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การออกอาวุธทำได้หลากหลาย และที่สำคัญพลังหมัดที่เกิดจากการฝึกซ้อมจนทำได้จริงตามความคิด ก็ก่อให้เกิดภาพฮุกขวาของบัวขาวเข้ากกหูดราโก้อย่างจัง ส่งดราโก้ลงไปนอนเอียงกระเท่เร่ ลุกขึ้นมาแบบเซๆ ให้กรรมการนับแปดไปในยกที่ 2 ก่อนที่จะครบสามยก กรรมการชูมือให้บัวขาวชนะคะแนนไปอย่างเป็นเอกฉันท์
หลังจากนั้น ข้อพิสูจน์ว่าโลกกลมก็เป็นจริง เมื่อคู่ชกในรอบชิงของบัวขาว คือ “แอนดี้ ซาวเวอร์” นักชกขี้ฟ้อง (...ยังไม่เลิกแซวอีกผม...) ผู้ปล้นดับเบิ้ลแชมป์จากบัวขาวไปในปี 2005 และต้องถือว่าการมาของแอนดี้ในนัดนี้นั้นไม่ธรรมดา เพราะเขาสามารถทะลุผ่าน มาซาโตะ นักชกอันดับหนึ่งขวัญใจเจ้าถิ่น อดีตแชมป์เควันในปี 2003 มาได้
บรรยากาศในโยโกฮาม่าอารีน่าเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก การชิงแชมป์ในครั้งนี้ถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี และไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ชัยชนะ เขาจะได้ชื่อว่าเป็นแชมป์เควันสองสมัยคนแรกในประวัติศาสตร์ !!
ทันใดนั้นโลกที่ว่ากลมก็หยุดหมุน มงคลมวยไทยถูกถอดขึ้นเหนือศรีษะ เป็นสัญลักษณ์แห่งการระลึกถึงครูบาอาจารย์ บัวขาวก้าวออกจากมุมด้วยจิตมั่น เสียงเชียร์รอบสนามต่างเทมาที่ “บูอา-ขาโอ” แต่สายตาของบัวขาวนั้นแน่วแน่ ความสัมผัสรับรู้มีเพียงแต่ขอบเขตของเวทีและเวลา
เสียงระฆังดังขึ้น แอนดี้เต้นยึกยักออกหมัดชุดตามสไตล์ชู้ตบ็อกซิ่งที่เขาถนัด ซึ่งก็เข้าเป้าได้จะแจ้งอยู่สองสามชุด แต่ทุกครั้งบัวขาวก็ตอบกลับได้ด้วยการแย็บซ้ายตรง สลับกับการเจาะยางและเตะตัดลำตัว จบยกหนึ่ง ยังไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใคร
ออกมายกสอง แอนดี้เดินลุยออกหมัดคอมบิเนชั่นมากขึ้นอีก บัวขาวตั้งรับสลับด้วยการฝากแข้งเข้าไปตรงๆ ที่การ์ดเพื่อลดพลังหมัดของแอนดี้ เมื่อแข้งคมกว่าแขน มันก็ไปลดการเต้นยึกยักและจำนวนหมัดลง คลายการ์ดแอนดี้ให้หลวมขึ้น และนั่นเอง คือจังหวะในการทำในสิ่งที่คิดจากสิ่งที่ฝึกฝน บัวขาวได้ฮุกซ้ายและฮุกขวาเล็กๆ เว้นห่างกันอย่างละครั้ง ก่อนจะสบโอกาสเหมาะได้เหวี่ยงซ้ายแบบง้างยาวๆ แบบเข้มเต็มวง (ยังกะทำข้อสอบด้วยดินสอ 2B) ในจังหวะที่แอนดี้เผลอ เข้าปลายคาง แอนดี้ร่วงตามวงสวิงนั้น ลงไปให้กรรมการนับแปดทันที
หลังจากนั้นฉายาเจ้าแอนดี้ขี้ฟ้องก็เริ่มทำงาน ขนาดกรรมการยืนนับนิ้วอยู่ พี่แกยังอุตส่าห์มีสติแบมือฟ้องกรรมการอีกว่า ตะกี้หัวชนกันหรือเปล่า ? (พี่ครับ... หมัดสวยๆ ใสๆ เลยครับพี่ ขี้ฟ้องอย่างงี้ไปเป็นทนายฝ่ายโจทก์จะรุ่งกว่ามั้ย...)
แอนดี้ลุกขึ้นมาได้ในสภาพมึนๆ แต่บัวขาวก็ไม่ประมาท รอคอยจนกระทั่งโอกาสอีกครั้งมาถึง เมื่อทั้งคู่ผละกันจากการคลุกวงใน แอนดี้ออกหมัดขวาแต่เผลอลดการ์ดซ้ายต่ำ บัวขาวสวนด้วยฮุกขวาเข้าเต็มกราม ก่อนจะย้ำด้วยอัปเปอร์คัตซ้อนอีกสองครั้ง แอนดี้ร่วงลงไปนั่งคุกเข่าให้กรรมการนับแปดอีกรอบ
ฉายาแอนดี้ขี้ฟ้องยังไม่เลิก พี่แกฝืนลุกขึ้นมาได้ คราวนี้หันไปฟ้องหรือบ่นใครอีกก็ไม่รู้ข้างเวที (อันนี้ ผมว่าแกเมาหมัดจนมั่วไปหมดแล้ว... ลองดูในยูทูปจริงๆ นะ) เมื่อกรรมการสับมือให้ชกต่ออีกเท่านั้น บัวขาวไม่รอช้า อัดขวาตรงทะลุการ์ด หมัดทะลวงหน้า แอนดี้หงายหลังลงไปนอนแบบไม่รู้จะฟ้องใครได้อีกแล้ว บัวขาวชนะเทคนิเคิลน็อกเอ้าต์ไปอย่างสะใจใสสะอาด ใบคะแนนของกรรมการเอาไปฉีกทิ้ง ไม่ต้องมาดูกัน
ภาพสุดท้ายคือความปลาบปลื้ม บัวขาวก้มกราบกำนันผู้ปลุกปั้น สวมกอดพี่เลี้ยงผู้ดูแล กรรมการชูมือบัวขาวขึ้นเพื่อประกาศว่านี่แหละคือผู้ชนะ ในขณะที่อีกมือของบัวขาวได้แต่เช็ดน้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไม่อยู่ คนต่างชาติต่างเมืองทั้งอารีน่าต่างลุกขึ้น ชูมือโห่ร้องยินดีไปกับบัวขาว วินาทีนั้นคนทุกคนในอารีน่าและบัวขาวคือคนๆ เดียวกัน
บทสรุป
เราจะไม่มีวันเข้าใจในภาพแห่งความสำเร็จเหล่านี้ได้เลย หากเราไม่ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ...
ถ้าแต่ละเหตุการณ์คือจุด จุดแต่ละจุดจะต่อกันเป็นเส้น เส้นนั้นบางทีมันก็ไม่ใช่เส้นตรง มันต้องยอมคดเคี้ยวไปมาผ่านจุดหลายจุดจนกว่าจะไปเชื่อมต่อกับจุดอีกจุดหนึ่ง หากเลือกได้ก็คงไม่มีใครที่คิดอยากจะเขียนเส้นอ้อมๆ ใครๆ ก็อยากจะลากเส้นตรงๆ กันทั้งนั้นแหละ เพราะมันทั้งง่ายและประหยัดเวลาดี
แต่หากจุดที่ว่านั้น คือจุดหมายที่คุณต้องการ และมันไม่มีทางตรงๆ ง่ายๆ ให้คุณได้เดิน คุณเลือกที่จะอยู่เฉย หรือคุณเลือกที่จะอดทนเดินตามหามันทุกวัน เลือกที่จะหยุดอยู่ตรงนั้น หรือเลือกที่จะเดินไกลขึ้น เหนื่อยขึ้น และยากขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งในสิ่งที่คุณฝัน ฝันของคุณที่แม้ปลายทางจะยังไม่เห็นแสงสว่าง แต่คุณก็เชื่อมั่นอยู่ลึกๆ ว่ามีมันอยู่ที่นั่นจริงๆ
จุดหมายนั้นเป็นของคุณ ฝันนั้นก็เป็นของคุณ และทางเลือกหลังจากนี้ก็เป็นของคุณเช่นกัน ...