หน้าเว็บ

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประตู


ทุกวันที่ฉันตื่นขึ้นมา
ก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม
ที่ข้างฝามีประตูอยู่บานหนึ่ง
จำไม่ได้ว่าเปิดมันเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
ที่จริงแล้วใครเป็นคนเปิดให้ฉันก็ไม่รู้
รู้แค่ว่าอยู่ในห้องนี้มานานแล้ว...

ห้องนี้สะดวกสบายดี
ฉันโอเคกับมันนะ
ฉันจึงอยู่กับมันได้เรื่อยๆ...

แต่อยู่ไปอยู่มา ฉันชักกังวล
ที่จริงแล้วเรียกว่ากลัวเลยหล่ะ...

ความกลัวของฉันมันขัดแย้ง
หนึ่ง...กลัวว่าจะต้องอยู่แต่ในนี้ !
สอง...กลัวการออกไปจากห้องนี้ !!

หลังจากนั้นฉันเหมือนคนเสียสติ
ทุกวันยืนอยู่ข้างประตู ยืนดูลูกบิด
คิดแล้วคิดอีกว่าจะบิดมันดีมั้ย ?

บิดออกไปแล้วจะเจออะไร...
บิดออกไปแล้วจะเจอใคร...
เคยคิดเลยเถิดไปไกลว่า
ประตูนี้อาจถูกล็อคจากข้างนอกก็เป็นได้

ฉันถึงขั้นเก็บเอาไปฝัน
ในฝันฉันวิ่งหนีลูกบิดกลิ้งไล่หลัง
แล้วอยู่ๆ ประตูก็ล้มทับ

ฉันตกใจตื่น...
มองดูตัวเองในกระจก
แต่กลับเห็นคนแปลกหน้า

ทันใดนั้นฉันก็คิดขึ้นได้ว่า...
ถ้าในห้องนี้ไม่มีประตู มันก็คงจะมีแต่กำแพง
เมื่อมีแต่กำแพง ฉันก็คงจะเข้ามาในนี้ไม่ได้
งั้นการเห็นคนแปลกหน้าที่ว่า
ก็ควรจะเป็นเรื่องเท็จ

แต่ที่จริงประตูมีอยู่ ประตูจึงมีเจตนา
มันถูกสร้างมาเพื่อการปิดเปิด
ให้เกิดทั้งการเข้าและการออก
"ประตู" จึงไม่ใช่การได้มาหรือการสูญเสีย
แต่ที่จริงมันคือ "การแลกเปลี่ยน"
และนั่นเป็นเรื่องธรรมดา

ฉันเข้าใจแล้ว...
ฉันไม่ควรกลัวเรื่องธรรมดา
วันนี้ฉันจะเปิดประตูนี้
ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ฉันได้ออก
แต่เพื่อให้คนอื่นได้เข้า

ฉันไม่ได้เปิดประตูนี้ด้วยความกล้า
แต่เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

หยุดความไม่เข้าใจที่ไล่ล่าคุณ


1. ความไม่เข้าใจในที่นี้ผมหมายถึง
    1) ความไม่เข้าใจในสถานการณ์
    2) ความไม่เข้าใจในผู้อื่น
    3) ความไม่เข้าใจในตนเอง

2. เพื่อที่จะหยุดความไม่เข้าใจเหล่านี้ ท่านจะต้อง
    1) คิดบวก
    2) เลิกดูถูกคนอื่น
    3) ละอัตตา

3. การที่จะทำแบบนี้ได้นั้น ท่านต้องเลิก
    1) บ่น
    2) นินทา
    3) โทษคนอื่น

4. "บ่น" คือ การที่ท่านเอาแต่พูดถึงสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ ทำให้สถานการณ์ตรงหน้าท่านถูกเคลือบคลุมไปด้วยอคติ เมื่อเป็นเช่นนั้น ประตูที่พอจะเผยให้เห็นความจริงของมันได้บ้างจึงถูกปิด ท่านจึงไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถ่องแท้

5. "นินทา" คือ การบอกว่าคนอื่นไม่ดีอย่างไร แต่ลึกๆ แล้วก็เพื่อที่ท่านจะได้ดูดีกว่าเขา เก่งกว่าเขา หรือฉลาดกว่าเขาได้ โดยที่ไม่ต้องออกแรงอะไร อย่างนี้ ท่านจะเก่งการวิจารณ์คนอื่น แต่ท่านจะหยุดพัฒนาตัวเอง หยุดคิด และไม่เคยเข้าใจความคิดคนอื่น

6. "โทษคนอื่น" คือ การสรุปไปแล้วว่าปัจจัยภายนอกเป็นเหตุแห่งความผิดพลาดทั้งปวง ทุกคนโง่ ทุกคนผิด ยกเว้นท่าน อย่างนี้ ท่านจะมีอัตตาเกาะเกี่ยวแน่นหนา จนท่านไม่สามารถตรวจสอบตัวเองได้ ท่านจึงไม่เข้าใจตนเอง

7. ท่านจะต้องค่อยๆ เลิกนิสัยทั้ง 3 นี้ เพราะมันเป็นอาการของเหตุแห่งความไม่เข้าใจทั้ง 3 ประการนั้น

8. เพราะเมื่อท่านเลิกบ่น ท่านจะเริ่มคิดบวก เมื่อคิดบวกท่านจะหยุดการปิดกั้น ใจท่านสอดคล้องไปกับจังหวะของสภาวะ เมื่อนั้นท่านจะเห็นโอกาสในวิกฤติ  นั่นคือท่านเข้าใจสถานการณ์

9. เมื่อท่านเลิกนินทา ท่านหยุดวิจารณ์ว่าใครดีกว่าใคร คือท่านหยุดการเปรียบเทียบ ท่านจึงหยุดการแบ่งแยก เมื่อหยุดการแบ่งแยก ใจผู้อื่นกับใจท่านจึงซาบซึ้งกลมกลืนเป็นใจเดียว เมื่อนั้นท่านจะเข้าใจเหตุแห่งการกระทำของผู้อื่น

10. เมื่อท่านเลิกโทษคนอื่น ท่านเริ่มหันกลับมามองตัวเอง ท่านไม่ตัดประเด็นว่าเหตุแห่งปัญหาอาจจะมาจากตัวท่าน เมื่อนั้นท่านจึงเกิดความกล้าที่จะวิพากษ์ตัวเองแต่อ้อนน้อมกับผู้อื่น สิ่งนี้จะทำให้ผู้อื่นสนับสนุนท่าน และท่านจะรู้จักตัวเองมากขึ้น

11. ท่านอาจตรวจสอบตัวเองได้ด้วยการสังเกตว่า ในแต่ละวันท่านสามารถละวางนิสัยทั้ง 3 อย่างนี้ได้หรือไม่ เมื่อมีใครหรือสิ่งใดขัดใจท่าน กล่าวหาท่าน หรือต่อต้านท่าน ท่านพูดคำว่า "แต่ว่า" ออกไปกี่ครั้ง คำว่า "แต่ว่า" เป็นคำแรกที่ท่านใช้พูดออกไป หลังจากที่ใครก็ตามพูดจบหรือเปล่า หากใช่ท่านต้องกลับไปทบทวนข้อ 7. ซ้ำ

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตลาดหุ้น กระจก ปีศาจ


ตลาดหุ้นเป็นดั่งกระจก
ถ้าคุณไม่มองมันเป็นกระจก คุณจะเห็นมันในแบบที่อยากเห็น
แต่ถ้าคุณมองมันเป็นกระจก มันจะสะท้อนปีศาจในตัวคุณ
ปีศาจมันจะผลุบๆ โผล่ๆ ถ้าคุณเองมองเห็นมันผ่านกระจก คุณจะทำอะไรมันไม่ได้
แต่ถ้าปีศาจโผล่มาเห็นหน้ามันเองเมื่อไหร่ มันจะดับสิ้นทันที

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การรู้จักตนเอง


การรู้จักตนเอง คือ ความกล้าในการวิพากษ์ความคิดและความเชื่อของตัวเราเอง

เพราะความคิดของเราเองไม่ใช่ของเรา ความคิดและความเชื่อของเรามาจากสิ่งแวดล้อม

ตั้งแต่เด็กจนโต ถามว่าถ้าเราไปเกิดในอเมริกา เราจะมีความคิดและความเชื่ออย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรือไม่ เราจะชอบกินของเผ็ด พูดภาษาไทย หรือเชื่อว่าประเทศพม่าเป็นคู่รักคู่แค้นของเราตั้งแต่อดีตหรือเปล่า

ความคิดหรือความเชื่อของเรา ณ วันนี้ จึงเป็นเพียงอุปาทานที่สั่งสมมาในอดีต เป็นความคิดและความเชื่อของคนรอบข้าง

ด้วยเหตุนี้ ความคิดและความเชื่อของเราจึงไม่ใช่ของเรา เพราะมันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรก แต่ก็เพราะความที่มันไม่มีอยู่ มันจึงอนุญาตให้เกิดการมีอยู่ สำหรับความคิดและความเชื่อ ซึ่งเราเข้าไปยึดถือว่ามันเป็นของเราขึ้นมาได้

การรู้จักตนเองในความคิดของผม จึงไม่ใช่การรักษาอัตตา หรือการสั่งสมอุปาทาน แต่มันคือการกล้าวิพากษ์ เป็นการกล้าตั้งคำถามต่อตัวเราเอง ต่อตัวตนที่เราเป็นในปัจจุบันในทุกแง่ทุกมุม มันคือการลดอัตตา เป็นการละอุปาทาน ด้วยการใช้สติเฝ้ามองความคิด ความเชื่อ และการกระทำของตัวเราเอง

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วิถีแห่งบัวขาว (ภาคพิเศษ)


เนื่องจากผมได้นำ "วิถีแห่งบัวขาว" ที่เขียนไว้เมื่อเดือนที่แล้ว ขึ้นไปโพสเป็นกระทู้ในห้องศุภชลาศัยบนเว็บพันทิป ผลปรากฎว่ามีคนให้ความสนใจติดตามพอสมควร จนได้รับโหวตให้เป็นกระทู้แนะนำ

(คลิกเพื่อเข้าสู่ ลิ้งค์กระทู้ "วิถีแห่งบัวขาว" ในพันทิป ผมใช้ชื่อตัวเองว่า Taratantara)

ผมคิดว่าชีวิตของบัวขาวนั้น ความจริงยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเยอะ จึงได้ลงมือเขียนต่ออีกประมาณ 4 บทในกระทู้ โดยค่อยๆ เขียนไปเรื่อยๆ วันละบท

จากการเขียนเรื่องนี้ทำให้ผมได้มุมมองและข้อคิดต่างๆ มากมาย จึงอยากให้คนที่ได้หลุดเข้ามาอ่านในบล็อกนี้ได้รับประโยชน์ไปด้วย

ผมเดินไปตามแผงหนังสือแล้วเจอแต่ วิถีแห่งสตีฟจอบส์ วิถีแห่งโตโยต้า วิถีแห่ง... ซึ่งต่างก็มาจากแต่ต่างประเทศ ผมจึงอยากให้คนไทยได้เห็นแบบอย่างของคนไทยด้วยกัน ที่เป็นวิถีแบบไทยแท้ ที่หลายคนอาจจะเห็นว่าเชย แต่คนต่างประเทศเขายกย่อง

ลองติดตามดูนะครับ ...


บทที่ 1 เริ่มในวัยเด็ก

บัวขาวได้ไปเดินเที่ยวกับเพื่อนๆ ในงานมวยใกล้บ้าน ณ จังหวัดสุรินทร์ บ้านเกิดของเขา แล้วก็เกิดความรู้สึกตามประสาเด็กคนหนึ่งที่ได้เห็นว่านักมวยนั้นดูเท่ห์ เพราะมีผู้คนมากมายต่างรายล้อมเวทีและส่งเสียงเชียร์คู่มวยที่อยู่บนเวที ความรู้สึกประทับใจหรือพูดง่ายๆ ก็คือความฝันในวัยเด็กของบัวขาวถึงการเป็นนักมวยก็เกิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อเกิดสิ่งนี้ขึ้นแล้ว สิ่งที่บัวขาวในวัย 8 ขวบทำต่อมาก็คือ การขอเงินจากแม่ 100 บาท เพื่อนำไปใช้เป็นค่ามัดจำในการขึ้นชกบนเวทีเป็นครั้งแรก ผลปรากฎว่าชนะ หลังจากนั้นบัวขาวได้ชกมวยไปเรื่อยๆ ในละแวกหมู่บ้าน เรียกได้ว่าเป็นนักมวยรุ่นจิ๋ว โดยที่ก็ทำไปพร้อมๆ กับการเรียนหนังสือ

จนใกล้จะจบมัธยม ก็มีแมวมองจากค่าย ป.ประมุข มาดูตัวนักมวยในละแวกหมู่บ้านที่บัวขาวอยู่ ทางค่ายตัดสินใจเลือกนักมวยจำนวนหนึ่งที่พอมีหน่วยก้านและชื่อเสียงดี เพื่อนำมาปั้นให้เป็นนักมวยของค่าย

บัวขาวที่อายุยังน้อยไม่ได้อยู่ในสายตาของแมวมองเลย แต่ช่องว่างของโอกาสเล็กๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อบัวขาวได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่นักมวยคนหนึ่งที่ถูกเลือกในจำนวนนั้นให้ตามไปด้วยกัน พูดกันง่ายๆ ก็คือถูกชวนให้ตามไปเป็นตัวแถม

ประเด็นแรกที่ผมต้องการพูดถึงอยู่ตรงนี้ครับ เพราะขณะนี้เกิดทางเลือกขึ้น 2 ทาง

ทางที่ 1 คือ การเลือกเรียนหนังสือ ทำเหมือนเพื่อน ทำตามแบบที่เด็กๆ ทั่วไปควรจะทำ ทางที่เล่นแล้วปลอดภัยดี

ทางที่ 2 คือ การทิ้งหนังสือ ไปเป็นตัวแถมตัวฟรี ที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญ แต่เป็นทางที่ตัวเองฝันมาตั้งแต่เด็ก

อย่างที่ท่านคงจะเดาออก หลังจากนั้น กระเป๋าเป้ที่บรรจุเสื้อผ้าไปไม่กี่ชุดก็ถูกสะพายขึ้นหลังของบัวขาวที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มแบบเด็กบ้านนอก เป้มันกระเด้งขึ้นลงกระแทกหลังของเจ้าของ ไปตามจังหวะท้ายรถกระบะที่มุ่งหน้าไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา สถานที่ตั้งของค่ายป.ประมุข

เป้ใบนี้จะเดินทางไปที่นั่นไม่ได้เลย หากเด็กคนนั้นไม่มีความฝัน และสิ่งนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากเด็กคนนั้นมีความฝันแต่ไม่กล้าที่จะเดินตามความฝันของตัวเอง


บทที่ 2 แชมป์ K-1 สมัยแรก

หลังจากที่ได้อยู่กินนอนและฝึกซ้อมที่ค่าย ป.ประมุข บัวขาวก็เติบโตขึ้นทั้งร่างกาย ฝีมือ และจิตใจ มีโอกาสได้ขึ้นชกในรายการสำคัญๆ และไต่เต้าไปจนถึงระดับแชมป์มวยไทยของเวทีใหญ่ต่างๆ เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้วในระดับประเทศ

จนกระทั่งมีแมวมองจากญี่ปุ่น มาชักชวนผ่านค่าย ป.ประมุข ให้บัวขาวไปขึ้นชกในรายการสำคัญอันหนึ่ง ที่เรียกว่า “เควัน” (K-1 หรือถ้าจะเรียกให้ถูกต้องก็ต้องเป็น K-1 World Max) เควันเป็นรายการระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่นจัดขึ้น กติกาของ K-1 นั้นคล้ายคลึงกับมวยไทย แต่ห้ามการใช้ศอก

ดูเหมือนจะเป็นการตัดแม้ไม้ที่น่าหวาดเสียวของมวยไทยออกไป แต่สิ่งที่ต้องยอมรับว่าโหดโคตรสำหรับการขึ้นชกในเควัน ก็คือ การที่นักมวย 8 คนในรอบสุดท้ายจะถูกประกบคู่แบ่งสาย ชกกันแบบแพ้คัดออก และจะต้องขึ้นชกเพื่อหาแชมป์ให้ได้ในวันเดียวนั้น

นั่นหมายความว่า หากจะเป็นแชมป์รายการนี้ได้ จะต้องขึ้นชกกับสุดยอดนักชกจากทั่วโลกถึง 3 แม็ตช์ (แม็ตช์ละ 3 ยก ไม่รวมยกพิเศษหากตัดสินใน 3 ยกแล้วเสมอ) ภายใต้เงื่อนไขการแข่งขันที่ต้องจบในวันเดียว

บัวขาวผ่านการคัดเลือกเข้าไปสู่รอบ 8 คนสุดท้ายในปี 2004 แบบโนเนมไร้แฟนคลับ ในขณะที่นักชกอีก 7 คนเต็มไปด้วยเสียงกรี๊ดและไฟแฟลช

เมื่อนัดแรกมาถึง แม้เพลงเปิดตัวจะออกแนวแขกแปลกๆ แต่เพลงบางระจันไทยแท้ของน้าแอ๊ดคาราบาวก็ถูกฮัมเบาๆ อยู่ในใจของบัวขาว พร้อมๆ กับการปรากฎตัวแบบเงียบๆ

เมื่อเสียงกรี๊ดไม่ดัง ไฟแฟลชไม่สว่าง สภาวะแห่งความว่างก็ปรากฎเกิดแก่จิต ชั่วขณะนั้นเองใจของบัวขาวก็โพล่งออกมาว่า “วันนี้แหละกูจะแสดงมวยไทยให้พวกมึงเห็น”

ด้วยร่างกายที่ผ่านการเคี่ยวกรำ ฝืมือที่ผ่านการฝึกฝน และจิตที่ว่างจากเสียงไฟนอกขอบเวที บัวขาวทะลุผ่านนักมวย 2 คนใน 2 นัดจนไปถึงรอบชิงชนะเลิศ และนั่นก็เพื่อปฏิบัติการขั้นสุดท้ายในการยำใหญ่ “มาซาโตะ” นักชกที่มีเสียงกรี๊ดและไฟแฟลชมากที่สุดของญี่ปุ่น

ทั้งๆ ที่บัวขาวทั้งถีบทั้งเตะเข้าหน้าเข้าท้อง ไม่นับการหวดเจาะยางแบบไม่ยั้ง แต่ผลการตัดสินใน 3 ยกกลับออกมาเสมอแบบไม่เกรงใจมาซาโตะ (คือตูโดนยำจะแย่อยู่แล้ว จะให้ตูชกต่ออีกเหรอ)

ออกมายกพิเศษ บัวขาวจึงจัดหนักให้ทั้งยก จนจบยกกรรมการทนไม่ไหว ให้บัวขาวชนะคะแนนไป กลายเป็นแชมป์ครั้งแรกที่สร้างชื่อในปีนั้น


บทที่ 3 รักษาแชมป์

การเป็นแชมป์เควันในปี 2004 ทำให้ชื่อของบัวขาวและมวยไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่เมื่อย้อนคิดกลับไปถึงเหตุผลหนึ่งของการได้แชมป์ในปีนั้น นั่นก็อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้อาวุธของมวยไทยยังไม่เป็นที่ประจักษ์มากนัก ทำให้นักมวยต่างชาติประมาทและจับทางนักมวยไร้แฟนคลับอย่างบัวขาวไม่ถูก

สิ่งนี้ยืนยันได้จากนัดที่ 2 ของบัวขาวที่เจอกับ โคฮิรุยมาคิ (Takayuki Kohiruimaki) ในปี 2004 นั่นคือการที่บัวขาวจับล็อกคอตีเข่าซ้ำแล้วซ้ำอีก จนโคฮิรุยมาคิจุกเสียดแน่นท้อง ทนไม่ไหวแพ้น็อกบัวขาวไปอย่างง่ายดาย

เมื่อนักมวยญี่ปุ่นแพ้นักมวยไทยอย่างไร้รูป บนกติกาของเควัน กติกาที่เป็นศักดิ์ศรีที่จะเรียกได้ว่าเป็นมวยญี่ปุ่นก็ไม่ผิด กระบวนการบล็อกแชมป์สกัดดาวรุ่งกันจึงเกิดขึ้น

กติกาเควันเปลี่ยนทันทีในปี 2005 นั่นคือ การห้ามออกอาวุธในขณะที่ใช้มือทั้งสองข้างล็อกคอคู่ต่อสู้อยู่ แต่อนุญาตให้ออกอาวุธได้ครั้งเดียวประเดี๋ยวนั้นหากว่าคว้าคู่ต่อสู้ไว้ด้วยมือแค่ข้างเดียว (อันนี้ผมแปลมาจากกฎฉบับภาษาอังกฤษอีกที ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ)

กฎฟังเข้าใจยากแต่ถ้าจะพูดให้ง่ายและตรงก็คือ “ต่อไปนี้ห้ามบัวขาวล็อกคอตีเข่าอีกนะ แต่ถ้าอยากจะทำจริงๆ ก็เอาเป็นว่าให้ใช้มือข้างเดียวล็อกคอเอา แล้วก็ให้ตีเข่าได้แค่ทีเดียวเดี๋ยวนั้น อย่าเกินล่ะ”

โดยทางคณะจัดการแข่งขันให้เหตุผลในการเปลี่ยนกฎว่า เพื่อให้นักมวยประเภทคิกบ็อกซิ่ง ซึ่งต่างมาจากหลากหลายสไตล์ ได้สู้กันโดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันจนเกินไป กฎจะได้มีความยุติธรรมมากขึ้น (...ซะงั้น)

ปี 2005 จึงเป็นการรักษาแชมป์ที่ยากยิ่งของบัวขาว เพราะไม่เพียงแต่นักมวยคนอื่นๆ จะเริ่มหันมาวิเคราะห์ศึกษาทางของบัวขาวกันแล้ว กฎกติกาก็ถูกเปลี่ยนไปอีกเพื่อให้บัวขาวเสียเปรียบมากขึ้น

แต่ด้วยการฝึกซ้อมอย่างหนักและความรักในมวยไทยอันเป็นชีวิตจิตใจของบัวขาวอยู่แล้ว การกลับมาครั้งที่ 2 ในปี 2005 บัวขาวก็สามารถทะลุผ่านการชกใน 2 นัดแรกไปได้ เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง โดยครั้งนี้หากบัวขาวชนะ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นนักมวยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำดับเบิ้ลแชมป์เควัน

การผ่าน 2 นัดแรกไปได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เพราะถ้าได้ลองหาดูคลิปกัน จะเห็นว่ากรรมการเอาแต่เตือนบัวขาวตลอด กระบวนการสกัดดาวรุ่งนี้ เล่นเอาบัวขาวเสียสมาธิออกอาวุธได้ไม่เต็มที่

เมื่อมาสู่รอบชิง คู่ต่อสู้ของบัวขาวคือ แอนดี้ ซาวเวอร์ (Andy Souwer) นักชกขี้ฟ้อง (อันนี้ผมไม่ได้ว่าเองนะครับ และไม่ได้ว่าตามคนไทยที่อาจจะเข้าข้างกันเองด้วย ถ้าไปตามดูคำวิจารณ์หรือคอมเม้นท์ต่างๆ ที่ฝรั่งเขียน ในเว็บหรือในยูทูปจะขำกว่านี้อีก) การชกในนัดนี้ ต่างฝ่ายต่างออกอาวุธก็จริง แอนดี้เน้นหมัด บัวขาวเน้นเข่ากับแข้ง แต่ผมคิดว่าบัวขาวทำได้เข้าเป้าและค่อนข้างชัดเจนกว่ามาก ผมพยายามดูกลับไปกลับมาหลายรอบ ลองนับหมัดนับแข้งเพื่อนับคะแนนดูเอง ลองไม่เข้าข้างกัน นึกหน้าแอนดี้เป็นบัวขาวเปลื่ยนหน้าบัวขาวเป็นแอนดี้ก็แล้ว ย้อนกลับไปดูกฎ กลับมาดูคลิปซ้ำอีกที ก็ไม่เชื่อครับว่าบัวขาวจะแพ้

และอย่างที่ผมเฉลยไปแล้ว หลังจากการสู้กันปกติใน 3 ยก ปรากฎผลว่าเสมอ เมื่อต่อยกพิเศษออกไปอีกก็ยังเสมอ พอต่ออีกยกสุดท้าย กรรมการก็ชูมือให้แอนดี้เป็นฝ่ายชนะคะแนน ท่ามกลางความกังขาของเหล่าคนดู

บัวขาวก้าวลงจากเวที หันหลังให้กับพิธีมอบถ้วย ระหว่างทางเดินไปยังห้องพัก เสียงปรบมือค่อยๆ ดังเป็นจังหวะ พร้อมๆ กับเสียง “บูอา-ขาโอ” ชื่อเรียกบัวขาวแบบไม่ชัดสำเนียงญี่ปุ่น ที่ถูกตะโกนออกมาจากบรรดาหญิงชาย หมู่คนดูบริเวณนั้น

บัวขาวกลับมายังห้องพัก บนเวทีคือความพ่ายแพ้ นอกเวทียังพอมีกำลังใจ สีหน้าที่อ่อนล้าไม่ใช่เพราะร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรง แต่เป็นจิตใจที่บอบช้ำ ชัยชนะที่ควรจะได้มากลับกลายเป็นความว่างเปล่า

หากแต่ความว่างเปล่านี้มิใช่ความสูญเปล่า มันกลับกลายเป็นความว่างเปล่าเพื่อรอคอยการเติมเต็ม

การรอคอยที่ว่านั้น คือ “การรอคอยแห่งการกลับมาของดับเบิ้ลแชมป์”


บทที่ 4 ดับเบิ้ลแชมป์

เคยมีคำพูดหนึ่งที่ว่า “การจะเป็นแชมป์ได้ว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์ให้ได้นั้นยากยิ่งกว่า”

แต่สำหรับบัวขาวแล้ว ผมมีอีกคำพูดหนึ่งที่ว่า “การได้แชมป์ว่ายากแล้ว แต่การถูกปล้นดับเบิ้ลแชมป์ แล้วกลับมาทวงคืนได้นี่สิ ที่สะใจกว่า”

ดั่งคำพระท่านสอนไว้ “เมื่อทุกสิ่งคือความว่าง ทุกอย่างจึงเกิดขึ้น” ความว่างเปล่า ในปี 2005 นั้นมิใช่ความสูญเปล่า แม้มันไม่ได้สร้างความยินดี แต่เมื่อความยินร้ายได้จางหายไป ใจที่เป็นกลางก็เริ่มเผยตัวอุเบกขาให้ปรากฎ สมองที่เคยอื้ออึงจึงคลายโล่ง ใจที่เคยปกปิดจึงเปิดออก การคิดคำนึงถึงสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงจึงเกิดขึ้น

สมองที่ว่าอื้อ ใจที่ว่าปิดนั้น ก็คือความสงสัยไปในความขัดแย้ง ระหว่างความเชื่อในใจลึกๆ ของตัวเองว่าถูกว่าชนะ กับสิ่งที่คนอื่นตัดสินให้มาว่าผิดว่าแพ้

มวยไทยเป็นศิลปะการป้องกันตัว เน้นการปัดป้องและการออกอาวุธเพื่อให้คู่ต่อสู้มีประสิทธิภาพในการจู่โจมต่ำลง หาใช่การมุ่งแต่จะทำร้ายคู่ต่อสู้แต่อย่างใดไม่ การแพ้ชนะกันในมวยไทยคือการแสดงให้เห็นถึงการแพ้ชนะกันในชั้นเชิง คือการแสดงให้เห็นว่าคู่ต่อสู้ทำอะไรเราไม่ได้ ไม่ใช่การห้ำหั่นกันเพื่อให้ใครตายใครอยู่

แต่กฎของเควันก็คือกฎของเควัน การแตะเข้าการ์ดอันเป็นเทคนิคเพื่อลดพลังหมัด หรือการปล้ำเหวี่ยงคู่ต่อสู้ให้ล้มลงได้ ไม่ถือเป็นชั้นเชิง แม่ไม้เด็ดล็อกคอตีเข่าที่น็อกเขาได้ก็มาถูกบล็อกถูกห้าม การเข้าทำคู่ต่อสู้จะมีวิธีอื่นใดอีก เพราะหากหน้าเขาไม่หงาย ตัวเขาไม่ร่วง คะแนนก็ไม่มี ความดีก็ไม่เกิด

เมื่อปราศจากความยึดติด สิ่งที่คิดค้างคาจึงกลับกลายมาเป็นความกระจ่าง...

นั่นคือ “การเล่นมันบนกฎของเควัน” ใช้หมัดแท้ๆ นี่แหละ ทำให้หน้ามันหงาย ตัวมันร่วง ถ้าหลังจากนี้จะมาออกกฎห้ามใช้หมัดกันอีก มันก็คงไม่ใช่มวยแล้ว !!

บัวขาวฝึกซ้อมเพื่อสร้างพลังหมัดอยู่เงียบๆ ด้วยคำแนะนำของครูฝึกและความร่วมแรงร่วมใจในค่ายของกำนันและพี่เลี้ยง เมื่อผนวกกับการฟิตซ้อมร่างกายอย่างหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา บัวขาวก็พร้อมแล้วสำหรับการแก้แค้นในปี 2006

วันที่ 30 เดือน 6 ปี 2006 ความจุ 17,000 ที่นั่ง ณ สนามโยโกฮาม่าอารีน่า ต่างคาคั่งไปด้วยผู้คน ไม่เว้นหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ

บัวขาวขึ้นเวทีในนัดแรกด้วยคู่ปรับอย่าง โยชิฮิโร่ ซาโตะ (Yoshihiro Sato) นักชกเจ้าถิ่นที่มีช่วงชกยาวกว่า เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นแนวทางที่ได้เตรียมมาก็ถูกงัดมาใช้ บัวขาวปล่อยหมัดหนึ่งสอง เข้าหน้าซาโตะได้หลายต่อหลายครั้ง ซาโตะยังไม่เข้าใจไล่เดินเข้าแลกหมัดแบบหลวมๆ จนกระทั่งปลายยกแรก บัวขาวยืดหมัดค้ำวัดระยะ ก่อนปล่อยซ้ายขวาตรง สลับหนึ่งสองเข้าเต็มดั้ง ซาโตะก้นจั้มเบ้าลงไปให้กรรมการนับแปด ลุกขึ้นมาได้บัวขาวลุยต่อ แต่เสียงระฆังช่วยไว้ หมดยกซาโตะเดินกลับเข้ามุมไปแบบเลือดซึมจมูก แต่แล้วหลังจากนั้นจุดจบของเขาก็มาถึง เมื่อยังเริ่มได้ไม่ถึง 10 วินาทีในยกที่ 2 ซาโตะโดนฮุกซ้ายของบัวขาวเข้าหน้าอย่างจัง เลือดกลบปากกลบจมูก แพ้น็อกไปแบบที่กรรมการไม่รู้จะช่วยจะเข้าข้างกันยังไง

บัวขาวดูจะผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากผ่านนัดแรกมาได้ ดังนั้นในนัดที่สองที่ต้องมาเจอกับ ดราโก้ (Gago Drago) นักชกชาวอาร์เมเนียน หากได้ดูคลิปกันก็จะเห็นว่าบัวขาวดูมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การออกอาวุธทำได้หลากหลาย และที่สำคัญพลังหมัดที่เกิดจากการฝึกซ้อมจนทำได้จริงตามความคิด ก็ก่อให้เกิดภาพฮุกขวาของบัวขาวเข้ากกหูดราโก้อย่างจัง ส่งดราโก้ลงไปนอนเอียงกระเท่เร่ ลุกขึ้นมาแบบเซๆ ให้กรรมการนับแปดไปในยกที่ 2 ก่อนที่จะครบสามยก กรรมการชูมือให้บัวขาวชนะคะแนนไปอย่างเป็นเอกฉันท์

หลังจากนั้น ข้อพิสูจน์ว่าโลกกลมก็เป็นจริง เมื่อคู่ชกในรอบชิงของบัวขาว คือ “แอนดี้ ซาวเวอร์” นักชกขี้ฟ้อง (...ยังไม่เลิกแซวอีกผม...) ผู้ปล้นดับเบิ้ลแชมป์จากบัวขาวไปในปี 2005 และต้องถือว่าการมาของแอนดี้ในนัดนี้นั้นไม่ธรรมดา เพราะเขาสามารถทะลุผ่าน มาซาโตะ นักชกอันดับหนึ่งขวัญใจเจ้าถิ่น อดีตแชมป์เควันในปี 2003 มาได้

บรรยากาศในโยโกฮาม่าอารีน่าเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก การชิงแชมป์ในครั้งนี้ถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี และไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ชัยชนะ เขาจะได้ชื่อว่าเป็นแชมป์เควันสองสมัยคนแรกในประวัติศาสตร์ !!

ทันใดนั้นโลกที่ว่ากลมก็หยุดหมุน มงคลมวยไทยถูกถอดขึ้นเหนือศรีษะ เป็นสัญลักษณ์แห่งการระลึกถึงครูบาอาจารย์ บัวขาวก้าวออกจากมุมด้วยจิตมั่น เสียงเชียร์รอบสนามต่างเทมาที่ “บูอา-ขาโอ” แต่สายตาของบัวขาวนั้นแน่วแน่ ความสัมผัสรับรู้มีเพียงแต่ขอบเขตของเวทีและเวลา

เสียงระฆังดังขึ้น แอนดี้เต้นยึกยักออกหมัดชุดตามสไตล์ชู้ตบ็อกซิ่งที่เขาถนัด ซึ่งก็เข้าเป้าได้จะแจ้งอยู่สองสามชุด แต่ทุกครั้งบัวขาวก็ตอบกลับได้ด้วยการแย็บซ้ายตรง สลับกับการเจาะยางและเตะตัดลำตัว จบยกหนึ่ง ยังไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใคร

ออกมายกสอง แอนดี้เดินลุยออกหมัดคอมบิเนชั่นมากขึ้นอีก บัวขาวตั้งรับสลับด้วยการฝากแข้งเข้าไปตรงๆ ที่การ์ดเพื่อลดพลังหมัดของแอนดี้ เมื่อแข้งคมกว่าแขน มันก็ไปลดการเต้นยึกยักและจำนวนหมัดลง คลายการ์ดแอนดี้ให้หลวมขึ้น และนั่นเอง คือจังหวะในการทำในสิ่งที่คิดจากสิ่งที่ฝึกฝน บัวขาวได้ฮุกซ้ายและฮุกขวาเล็กๆ เว้นห่างกันอย่างละครั้ง ก่อนจะสบโอกาสเหมาะได้เหวี่ยงซ้ายแบบง้างยาวๆ แบบเข้มเต็มวง (ยังกะทำข้อสอบด้วยดินสอ 2B) ในจังหวะที่แอนดี้เผลอ เข้าปลายคาง แอนดี้ร่วงตามวงสวิงนั้น ลงไปให้กรรมการนับแปดทันที

หลังจากนั้นฉายาเจ้าแอนดี้ขี้ฟ้องก็เริ่มทำงาน ขนาดกรรมการยืนนับนิ้วอยู่ พี่แกยังอุตส่าห์มีสติแบมือฟ้องกรรมการอีกว่า ตะกี้หัวชนกันหรือเปล่า ? (พี่ครับ... หมัดสวยๆ ใสๆ เลยครับพี่ ขี้ฟ้องอย่างงี้ไปเป็นทนายฝ่ายโจทก์จะรุ่งกว่ามั้ย...)

แอนดี้ลุกขึ้นมาได้ในสภาพมึนๆ แต่บัวขาวก็ไม่ประมาท รอคอยจนกระทั่งโอกาสอีกครั้งมาถึง เมื่อทั้งคู่ผละกันจากการคลุกวงใน แอนดี้ออกหมัดขวาแต่เผลอลดการ์ดซ้ายต่ำ บัวขาวสวนด้วยฮุกขวาเข้าเต็มกราม ก่อนจะย้ำด้วยอัปเปอร์คัตซ้อนอีกสองครั้ง แอนดี้ร่วงลงไปนั่งคุกเข่าให้กรรมการนับแปดอีกรอบ

ฉายาแอนดี้ขี้ฟ้องยังไม่เลิก พี่แกฝืนลุกขึ้นมาได้ คราวนี้หันไปฟ้องหรือบ่นใครอีกก็ไม่รู้ข้างเวที (อันนี้ ผมว่าแกเมาหมัดจนมั่วไปหมดแล้ว... ลองดูในยูทูปจริงๆ นะ) เมื่อกรรมการสับมือให้ชกต่ออีกเท่านั้น บัวขาวไม่รอช้า อัดขวาตรงทะลุการ์ด หมัดทะลวงหน้า แอนดี้หงายหลังลงไปนอนแบบไม่รู้จะฟ้องใครได้อีกแล้ว บัวขาวชนะเทคนิเคิลน็อกเอ้าต์ไปอย่างสะใจใสสะอาด ใบคะแนนของกรรมการเอาไปฉีกทิ้ง ไม่ต้องมาดูกัน

ภาพสุดท้ายคือความปลาบปลื้ม บัวขาวก้มกราบกำนันผู้ปลุกปั้น สวมกอดพี่เลี้ยงผู้ดูแล กรรมการชูมือบัวขาวขึ้นเพื่อประกาศว่านี่แหละคือผู้ชนะ ในขณะที่อีกมือของบัวขาวได้แต่เช็ดน้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไม่อยู่ คนต่างชาติต่างเมืองทั้งอารีน่าต่างลุกขึ้น ชูมือโห่ร้องยินดีไปกับบัวขาว วินาทีนั้นคนทุกคนในอารีน่าและบัวขาวคือคนๆ เดียวกัน


บทสรุป

เราจะไม่มีวันเข้าใจในภาพแห่งความสำเร็จเหล่านี้ได้เลย หากเราไม่ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ...

ถ้าแต่ละเหตุการณ์คือจุด จุดแต่ละจุดจะต่อกันเป็นเส้น เส้นนั้นบางทีมันก็ไม่ใช่เส้นตรง มันต้องยอมคดเคี้ยวไปมาผ่านจุดหลายจุดจนกว่าจะไปเชื่อมต่อกับจุดอีกจุดหนึ่ง หากเลือกได้ก็คงไม่มีใครที่คิดอยากจะเขียนเส้นอ้อมๆ ใครๆ ก็อยากจะลากเส้นตรงๆ กันทั้งนั้นแหละ เพราะมันทั้งง่ายและประหยัดเวลาดี

แต่หากจุดที่ว่านั้น คือจุดหมายที่คุณต้องการ และมันไม่มีทางตรงๆ ง่ายๆ ให้คุณได้เดิน คุณเลือกที่จะอยู่เฉย หรือคุณเลือกที่จะอดทนเดินตามหามันทุกวัน เลือกที่จะหยุดอยู่ตรงนั้น หรือเลือกที่จะเดินไกลขึ้น เหนื่อยขึ้น และยากขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งในสิ่งที่คุณฝัน ฝันของคุณที่แม้ปลายทางจะยังไม่เห็นแสงสว่าง แต่คุณก็เชื่อมั่นอยู่ลึกๆ ว่ามีมันอยู่ที่นั่นจริงๆ

จุดหมายนั้นเป็นของคุณ ฝันนั้นก็เป็นของคุณ และทางเลือกหลังจากนี้ก็เป็นของคุณเช่นกัน ...

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

วิถีแห่งบัวขาว


ถ้าคุณเชื่อว่าในโลกนี้มีประตูวิเศษของโดราเอมอน ที่สามารถนำคุณไปสู่ความสำเร็จใดๆ ได้ในทันทีแล้ว ผมขอให้ท่านลองเปิดใจอ่านบทความต่อไปนี้ของผม ผู้ซึ่งยอมหมดตังค์ไปมากมายกับการเข้าคอร์สประเภทการตัดดินสอด้วยกระดาษทิชชู หรือพวกงอช้อน งอเหรียญ ไม่นับรวมเวลาที่นั่งดูวิดีโอพวกมายากล มายาจิตต่างๆ เพราะเคยเชื่อว่าประตูวิเศษของโดราเอมอนนั้นมีจริง

ผมขออนุญาตเริ่มต้นด้วยการนำคลิปสั้นๆ จากยูทูปอันหนึ่งมาให้ท่านได้ดูก่อนครับ


นี่คือคลิปการน็อคคู่ต่อสู้ภายใน 15 วินาที (ในปี 2006) ของ “บัวขาว ป.ประมุข” (นวมแดง) ซึ่งเป็นนักมวยไทยที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประเทศในเวลานี้ (ขึ้นชกหนึ่งครั้งด้วยค่าตัวเป็นเลข 7 หลัก)

เมื่อได้ดูคลิปนี้ หลายท่านอาจสงสัยไปได้ว่า การน็อคในคลิปนี้ก็เป็นเหมือนเรื่องปกติทั่วไปที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว มันอาจเป็นแค่เรื่องของจังหวะ ณ ตอนนั้นพอดี หรือไม่ก็นักมวยฝั่งตรงข้ามไม่เก่งหรือเปล่า

ทีแรกที่ได้ดูคลิปนี้ ผมเองก็คิดทำนองนี้ แต่พอได้ตามไปคลิกดูคลิปอื่นๆ ของบัวขาวมากขึ้นๆ ผมก็พบว่า บัวขาวเป็นนักชกที่มีโอกาสแพ้น้อยมาก และการชนะส่วนใหญ่นั้นจะเป็นแบบที่สามารถชนะน็อคคู่ต่อสู้ได้ด้วย ผมจึงเริ่มไม่แน่ใจกับความคิดที่ว่า นี่จะเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญทั่วไปเท่านั้น ผมเปลี่ยนมาตั้งคำถามใหม่ว่า อะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้บัวขาวสามารถยืนหยัดอยู่บนสังเวียนได้เกือบทุกครั้งด้วยชัยชนะ

ผมจึงเริ่มไล่คลิกดูเกือบทุกคลิปของบัวขาวในยูทูป ทั้งที่เป็นไฟท์การชกบนเวที บทสัมภาษณ์ก่อนหลังการชกและที่ไปออกรายการต่างๆ รวมทั้งคลิปการฝึกซ้อมของบัวขาว ผมใช้เวลาอยู่เป็นอาทิตย์ๆ เลยทีเดียวในการนั่งดูคลิปพวกนี้ทั้งหมด จนในที่สุดเกิดเป็นข้อสรุปที่ผมอยากจะนำเสนอผ่านการไล่เรียงลำดับจากคลิปเดียวกับที่ท่านเพิ่งได้ดูไปเมื่อสักครู่

ผมขอเริ่มต้นจากคำถามนี้ครับ...
นี่คือผลลัพธ์จากอะไร ?

เพราะบังเอิญต่อยไปโดนคู่ต่อสู้ล้มลงแค่นั้นหรือเปล่า ? (กรรมการวิ่งหัวฟูมาเชียว)

ถ้าคิดว่าใช่คงไม่ต้องดูต่อ แต่ถ้าคิดว่าไม่ใช่ ไหนลองดูกันใหม่ ไล่ที่ละเฟรมซิ...
1. ทั้งคู่ลดการ์ดลงต่ำ ต่างสร้างโอกาสให้กับคู่ต่อสู้

2. ทั้งสองคนเริ่มขยับไหลซ้ายพร้อมๆ กัน หมายความได้ว่า คิดเหมือนกันว่าจะเหวี่ยงหมัดซ้ายไปที่หน้าของอีกฝ่าย และเริ่มลงมือทำพร้อมๆ กันด้วย

3. ฮุกซ้ายของน้ำเงินโดนหน้าบัวขาวก่อน นั่นคือเริ่มพร้อมกันแต่น้ำเงินทำได้ก่อน

4. หมัดแดงบัวขาวตามมาทีหลัง และก็เข้าเป้าเหมือนกัน

5. ที่สุดผลลัพธ์กลับมีเพียงบัวขาวเท่านั้นที่ยืนอยู่บนเวที ในขณะที่เจ้าของหมัดน้ำเงินร่วงลงไปนอนแบบที่กรรมการไม่ต้องนับ

มันหมายความว่าอะไร ? โอกาสเดียวกัน คิดเหมือนกัน เริ่มทำพร้อมๆ กัน ทำแบบเดียวกันด้วย แต่มีคนหนึ่งเป็นผู้ชนะ ในขณะที่อีกคนเป็นผู้แพ้ หากนี่เป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ เหตุใดจึงเป็นบัวขาวที่ยืนอยู่ไม่ใช่บัวขาวที่ล้มลง ?

เรามาลองหาเหตุและผลกัน...

ในคลิปทั้งหลายที่ผมได้ดู เมื่อถูกตั้งคำถามว่า อะไรคือเคล็ดลับในการเอาชนะคู่ต่อสู้ บัวขาวตอบอยู่เสมอว่า “มันคือการทำร่างกายตัวเองให้แข็งแรงที่สุด” โดยเสริมว่า “หากร่างกายเราไม่แข็งแรง แม้อาวุธที่ดีที่สุดและความคิดที่ดีที่สุดของเราจะดีสักเพียงใด เราก็ไม่สามารถทำตามสิ่งที่เราคิดได้”

สิ่งที่บัวขาวทำในแต่ละวันจึงเป็นการฝึกซ้อมอย่างหนัก ตั้งแต่ตื่นนอนตอนตี 5 จนกระทั่งเข้านอน 2 ทุ่ม นอกจากวันอาทิตย์แล้ว ทุกวันของบัวขาวคือการซ้อม ซ้อม และก็ซ้อม “ผมชอบการชกมวยและสนุกที่ได้ออกกำลังกาย” เป็นประโยคเดียวที่บัวขาวใช้ตอบ เมื่อมีคนถามว่า ไม่เบื่อกับการฝึกซ้อมแบบนี้บ้างเหรอ


สิ่งที่บัวขาวพูดและปฏิบัติเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงอันหนึ่ง นั่นคือ คุณภาพของการลงมือปฏิบัติได้จริงนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าความคิดในหัว การมีความคิดที่ดีนั้นเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่านักชกคนไหนก็สามารถคิดได้ว่าควรจะเตะต่อยปล่อยอาวุธใส่คู่ต่อสู้อย่างไร แต่ก็มีเฉพาะคนที่สามารถทำตามความคิดของตัวเองได้จริงเท่านั้น ที่มีสิทธิจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง

บัวขาวหลงใหลมวยไทยและเริ่มชกมวยครั้งแรกตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้เขาไม่เคยทำอาชีพอื่น บัวขาวผ่านการเป็นแชมป์ระดับประเทศ จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จสูงสุด เป็นที่รู้จักและได้รับการยกย่องจากผู้คนทั่วโลกในขณะนี้ เขาได้แชมป์ระดับโลกคือ K-1 สองสมัยในปี 2004 และ 2006 เป็นแชมป์ S-Cup ในปี 2010 และล่าสุดคือแชมป์ Thai Fight ปี 2011


เมื่อมองย้อนกลับมา ผมคิดว่าผลลัพธ์ของคนที่ประสบความสำเร็จที่เราเห็นนั้น มันไม่เคยได้มาด้วยทางลัด ประตูวิเศษของโดราเอมอนเป็นเพียงจินตนาการแต่ในการ์ตูนเท่านั้น ขณะเดียวกันเจ้าตัวความสำเร็จเอง มันก็ไม่ได้มีความซับซ้อนหรือเป็นเรื่องยากจนเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งจะเอื้อมไม่ถึง ที่จริงแล้วมันคือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักด้วยใจที่เชื่อและเคารพในสิ่งที่ตัวเองคิด ส่งผลให้เกิดความปรารถนาที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ตามความคิดนั้น ก่อเกิดเป็นการลงมือปฎิบัติในทุกขณะด้วยความสุขใจไม่เสแสร้ง มันคือการเลือกเดินตามโจทย์ที่มีตัวเราเองเป็นผู้ตั้ง ไม่ใช่โจทย์ที่มีใครหรืออะไรมากำหนด

และเพราะทางที่บัวขาวเลือกเองบวกกับความสามารถในการลงมือทำได้จริง โอกาสเดียวกัน ความคิดเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน หมัดน้ำเงินแม้ถึงก่อนก็ทำอะไรร่างกายที่แข็งแกร่งของบัวขาวไม่ได้ หมัดแดงของบัวขาวแม้จะถึงช้ากว่าแต่ด้วยความหนักหน่วงที่เกิดจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ก็สามารถส่งเจ้าของหมัดน้ำเงิน (ผู้ซึ่งเคยเป็นถึงระดับแชมป์ในอีกรายการหนึ่ง) ลงไปนอนกองกับพื้น ปรากฎออกเป็นภาพเป็นผลลัพธ์ให้เราเห็นว่า มีเพียงบัวขาวเท่านั้นที่ยังยืนอยู่บนเวที

กลายเป็นสถิติน็อคเร็ว 15 วินาทีที่ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ หากแต่เกิดขึ้นด้วยวิถี

วิถีที่ว่านี้คือ วิถีแห่งการมุ่งมั่นแข่งขันกับคนที่อยู่ในกระจก ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ไหนในสังเวียน

ผมขออนุญาตเรียกวิถีอันนี้ว่า “วิถีแห่งบัวขาว”

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

เครดิตภาษีเงินปันผลไม่ยากอย่างที่คิด (พร้อมไฟล์ Excel + ยื่นแบบออนไลน์)


ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนผม เล่นหุ้นและได้ปันผลอยู่ประจำทุกปี แต่ยังไม่รู้วิธีการเครดิตภาษีเงินปันผลจากหุ้น รวมทั้งการยื่นแบบแสดงภาษีผ่านทางอินเตอร์เน็ต คุณก็น่าจะมาถูกทางแล้วครับสำหรับการอ่านเนื้อหาที่เหลือต่อไปนี้

ทำไมต้องเครดิตภาษีเงินปันผล ?

สมมติบริษัทหนึ่งจ่ายภาษีให้รัฐในอัตรา 30% ถ้าบริษัทมีกำไรก่อนภาษีเงินได้ 100 บาท บริษัทจะต้องจ่ายภาษีออกมา 30 บาท (30% ของ 100 บาท) ทำให้มีกำไรสุทธิเป็น 70 บาท เงินจากกำไรสุทธินี้เป็นส่วนที่เอามาปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% คือจะโดนหักภาษีอีก 7 บาท (10% ของ 70 บาท) นั่นคือโดนหักภาษีทั้งหมดเป็นเงิน 30 + 7 = 37 บาท เหลือถึงผู้ถือหุ้นจริงๆ เท่ากับ 63 บาท สรุปได้ว่าผู้ถือหุ้นเสียภาษีจากเงินได้ก้อนนี้เต็มขั้นภาษีสูงสุดที่ 37% (37 บาท จาก 100 บาท)

ทีนี้ มีผู้ถือหุ้นในบริษัทนี้คนหนึ่ง เขาเสียภาษีเงินได้ของตัวเองสูงสุดอยู่ที่ขั้น 20% เขาถามรัฐว่า "เอางี้... ถ้าผมไม่ขอรับเงินปันผล 63 บาทนี้ แต่จะขอเอากำไรของบริษัทที่ยังไม่คิดภาษี 100 บาท มารวมกับรายได้พวกเงินเดือนต่างๆ ของผมเอง แล้วค่อยคิดภาษีทีเดียวในฐานภาษีของตัวเองจะได้มั้ย ?" รัฐใจดีตอบว่า "ได้" ดังนั้นแทนที่เขาจะยอมรับเงินเพียง 63 บาท ก็กลายเป็นว่าเขาได้เงินมากขึ้นกว่าเดิมเป็น 80 บาท (เพราะรับมาก่อน 100 บาท แล้วค่อยหักออกตามฐานของตัวเองที่ 20%) สิ่งที่ผู้ถือหุ้นคนนี้ทำ ก็คือการเครดิตภาษีเงินปันผลนั่นเอง

การเครดิตภาษีเงินปันผลจึงเป็นการเลือกที่จะไม่รับเงินปันผลที่ถูกหักภาษีสองทอด (บริษัทจ่ายให้รัฐ + รัฐหักเรา ณ ที่จ่าย) แต่เลือกที่จะรับกำไรของบริษัทก่อนหักภาษีมารวมเป็นรายได้อีกส่วนของเรา แล้วค่อยคิดภาษีตามขั้นภาษีของเราทีเดียว

รัฐเปิดโอกาสให้เราเลือกที่จะเครดิตภาษีเงินปันผลนี้หรือไม่ก็ได้ ดังนั้นการเครดิตภาษีเงินปันผลจึงเป็นทางเลือกที่ถูกกฏหมาย ทำได้ และควรจะทำ ถ้ามันทำให้คุณประหยัดภาษีได้มากขึ้น

ใครควรจะเครดิตหรือไม่เครดิตดี ? 

จากตัวอย่างข้างบน ในกรณีที่บริษัทจ่ายภาษีอยู่ในอัตรา 30% และเรายอมรับเงินปันผลโดยไม่เครดิตภาษี เท่ากับว่าเราเสียภาษีจากเงินก้อนนั้น = 37 %

ทีนี้ลองคิดถึงกรณีที่บริษัทจ่ายภาษีในอัตราอื่นๆ เช่น 25% และ 20% จะพบว่า

25% => กำไรก่อนภาษี 100 บาท บริษัทจะจ่ายภาษีออกมา 25 บาท ทำให้มีกำไรสุทธิ 75 บาท เมื่อหัก ณ ที่จ่ายอีก 10% (ของ 75 บาท) ถ้าไม่เครดิตภาษี เท่ากับว่าเรายอมเสียภาษีจากเงินก้อนนี้ = 25 + 7.5 = 32.5%

20% => กำไรก่อนภาษี 100 บาท บริษัทจะจ่ายภาษีออกมา 20 บาท ทำให้มีกำไรสุทธิ 80 บาท เมื่อหัก ณ ที่จ่ายอีก 10% (ของ 80 บาท) ถ้าไม่เครดิตภาษี เท่ากับว่าเรายอมเสียภาษีจากเงินก้อนนี้  = 20 + 8 = 28%

บริษัทส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์จะเสียภาษีอยู่ที่ 3 อัตรานี้

นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณเสียภาษีของตัวเองอยู่ที่ขั้น 10% หรือ 20% การทำเครดิตภาษีจะให้ประโยชน์กว่าค่อนข้างแน่นอน (เพราะถ้าไม่เครดิตภาษี เงินได้ก้อนนี้ยังไงซะก็ต้องโดนจ่ายอย่างน้อยที่สุดก็ 28% อยู่ดี สู้เอาเงินได้ก้อนนี้มารวมกับรายได้ตัวเองแล้วคิดในฐานภาษีของตัวเอง เงินได้ก้อนนี้ก็จะโดนภาษีไปเพียง 10% หรือ 20% เท่านั้น ไม่ถึง 28%)

ทีนี้ถ้าคุณเสียภาษีอยู่ที่ขั้น 30% อันนี้จะไม่แน่นอนแล้วว่าการทำเครดิตภาษีจะดีกว่าหรือไม่ เพราะจะขึ้นกับอัตราภาษีเฉลี่ย (และถ่วงน้ำหนักด้วยจำนวนเงินปันผล) ของบริษัททั้งหมดที่คุณถือหุ้นอยู่

แต่ถ้าคุณเสียภาษีอยู่ที่ขั้น 37% อยู่แล้ว (ผมก็อยากเป็นผู้เสียภาษีที่ขั้นนี้ แต่ยังไม่มีโอกาส... อิอิ) ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องทำเครดิตภาษี คือจะเอาเงินได้จากปันผลนั้นรวมเข้ามาจ่ายเองเต็มเหนี่ยวที่ 37% ทำไม เพราะการอยู่เฉยๆ หรือไม่เครดิตภาษีนั้นทำให้คุณมีโอกาสจ่ายภาษีได้น้อยกว่า (เพราะคุณอาจถือหุ้นในบริษัทที่ทำให้คุณจ่ายเพียง 28% หรือ 32.5% อยู่แล้ว)

ทั้งนี้ต้องไม่ลืมด้วยว่าเมื่อคุณนำเงินได้จากเงินปันผลมารวมเข้ากับรายได้ของตัวเองแล้วก็มีโอกาสที่จะทำให้ฐานภาษีของคุณนั้นเปลี่ยนไป (คือสูงขึ้น) แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปที่ฐานไหนก็ให้ใช้ฐานนั้นเอาไปคิดด้วยหลักการเดิม (คือถ้ารวมแล้วฐานสูงขึ้นไปที่ 10% หรือ  20% ก็ยังคุ้ม ถ้าไปที่ 30% ก็ยังไม่แน่ แต่ถ้าเป็น 37% ก็ไม่ต้องเครดิต)

ถ้ายังงงอยู่ (เหมือนผมตอนแรกๆ) หรือตัดสินใจไม่ได้ในกรณีที่ท่านเสียภาษีอยู่ที่ 30% ก็ไม่ต้องกังวลครับ ผมทำไฟล์ Excel ขึ้นมาอันหนึ่งซึ่งเป็นอันที่ผมใช้อยู่ เมื่อโยนตัวเลขไม่กี่ตัวเข้าไป มันจะบอกเราได้ว่าการจะทำหรือไม่ทำเครดิตภาษีอันไหนได้อันไหนเสียมากกว่ากัน นอกจากนี้ผมยังเพิ่มพวก LTF และการคำนวณเงินภาษีที่เราจะได้คืน (หรือต้องจ่ายเพิ่ม) เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ก่อนที่จะยื่นแบบแสดงภาษีออนไลน์ และตรวจทานอีกทีกับตอนที่โปรแกรมออนไลน์คำนวณให้ว่าตรงกันหรือไม่ โดยในไฟล์ Excel นี้ผมได้ใส่คำอธิบายการกรอกค่าต่างๆ และตัวอย่างไว้ด้วย ลองดาวน์โหลดจากลิ้งค์ข้างล่างนี้ได้เลยครับ

ดาวน์โหลด Tax_n_Dividend_Tax_Credit_v03.zip
(เวอร์ชั่น 03 : ปรับปรุงล่าสุด 9 มิถุนายน 2556)

(หมายเหตุ: ผมพยายามปรับปรุงรูปแบบและตรวจสอบการคำนวณของไฟล์ให้มีความเหมาะสมและถูกต้องตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม หากท่านเจอข้อผิดพลาดประการใด ผมขออภัยมา ณ ที่นี้ และถ้าจะกรุณาแจ้งกลับมาได้ผมจะขอขอบพระคุณเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อผมและคนอื่นๆ ไม่ให้เข้าใจผิดด้วยครับ ^ ^)

ถ้าคุณได้ลองกรอกตัวเลขต่างๆ และดูผลลัพธ์จากการคำนวณแล้ว ก็จะตัดสินใจได้ว่าควรจะทำเครดิตภาษีเงินปันผลดีหรือไม่ และได้ผลประโยชน์มากน้อยเท่าไหร่ นอกจากนี้หากลองปรับเปลี่ยนตัวเลขต่างๆ ตามแต่จินตนาการของท่านเองแล้ว เช่น ลองปรับจำนวนเงินที่ซื้อ LTF ขึ้นๆ ลงๆ ดู ก็จะพบประโยชน์จากมันไม่น้อย อันนี้ลองทำกันดูเล่นๆ นะครับ

วิธียื่นแบบแสดงภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตพร้อมทำเครดิตภาษีเงินปันผล (อัปเดตปี 2556)

มาถึงขั้นนี้แล้วผมก็ขอแสดงขั้นตอนการยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ตด้วยเลยแล้วกัน จะได้ One Stop Service ในบทความเดียว แต่กว่าจะเขียนอันนี้เสร็จเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เพราะต้องนั่ง Capture หน้าจอกับเซ็นเซอร์ข้อมูลตัวเองบางจุด ความจริงไม่อยากเปิดสลิปปันผลหุ้นตัวเอง แต่พอจะเซ็นเซอร์หมดทุกที่ก็จะกลายเป็นดูไม่รู้เรื่องไป ผมเลยขออนุญาตเปิดสลิปบางอันให้ดู เพื่อให้ท่านได้อ้างอิงใช้กรอกตามเป็นตัวอย่าง หากรูปประกอบในข้อใดดูไม่ชัด ท่านสามารถคลิ๊กที่รูปเพื่อดูขนาดเต็มได้ ว่าแล้วเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็ตามมาดูเลยครับ มีอยู่ 4 ขั้นใหญ่ๆ

1. เข้าไปที่ http://rdserver.rd.go.th/publish/index.php ปีนี้เบราเซอร์ที่กรมสรรพากรแนะนำให้ใช้คือ Internet Explorer เวอร์ชั่น 8 - 10 หรือ Chrome หรือ Firefox (ผมลองใช้ IE เวอร์ชั่น 11 แล้วไม่มีปัญหาแต่อย่างใด)

2. คลิ๊กตามลำดับเข้าไปเรื่อยๆ ดังนี้

2.1 เริ่มจาก คลิ๊ก “ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2556” 

2.2 คลิ๊ก “ยื่นแบบฯ ออนไลน์ ภ.ง.ด. 90/91” 

2.3 กรอกหมายเลขผู้ใช้ + รหัสผ่าน แล้วคลิ๊ก “ตกลง”
(ถ้ายังไม่เคยลงทะเบียนให้ลงทะเบียนเพื่อขอรหัสผ่านก่อนนะครับ สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราอาจลองถามฝ่ายบัญชีหรือฝ่ายบุคคลที่บริษัทดูก่อน เผื่อว่าเขาได้เคยจัดการให้เราแล้ว ก็สอบถามรหัสผ่านเอาจากเขาเลย) 

2.4 เข้าหน้าแรกจะแสดงข้อมูลต่างๆ ของเรา ตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ เลือก “ยื่นแบบ Online” แล้วคลิ๊ก “ทำรายการต่อไป” 

3. หลังจากนั้นจะเข้าสู่ 6 ขั้นตอนของการกรอกข้อมูล โดยเริ่มจาก

3.1 หน้าที่ 1 “หน้าหลัก” ให้เลือกสถานภาพ กรอกข้อมูล แล้วคลิ๊ก “ทำรายการต่อไป”

3.2 หน้าที่ 2 “เลือกเงินได้/ลดหย่อน” หน้านี้ให้เลือกรายการเงินได้และค่าลดหย่อนที่เรามีทั้งหมด สำหรับคนที่มีเงินเดือน + ปันผลหุ้น ให้เลือกมาตรา 40(1) และ 40(4) ในฝั่งรายการเงินได้ และเลือกค่าลดหย่อนต่างๆ ตามที่เรามีในฝั่งค่าลดหย่อน เสร็จแล้วคลิ๊ก “ทำรายการต่อไป”

3.3 หน้าที่ 3 “บันทึกเงินได้” แบ่งออกเป็น 6 ขั้นย่อยๆ

3.3.1 ในแท็บ “เงินได้ 40(1)” กรอกรายได้สะสม ภาษีสะสม และเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตัวเลขพวกนี้จะแจ้งอยู่ในสลิปเงินเดือนงวดสุดท้ายของปีที่เราได้รับอยู่แล้ว หรือไม่ก็ในหนังสือรับรองการหักภาษีของบริษัท (50 ทวิ) ให้ลอกตามนั้นได้เลย เสร็จแล้วกรอกเลขภาษีของบริษัทที่เราทำงานอยู่ ลงในช่อง “ผู้จ่ายเงินได้ 40(1)” แล้วคลิ๊ก “ทำรายการต่อไป”

3.3.2 ในแท็บ “เงินได้ 40(4)”  คลิ๊ก “บันทึก/แก้ไขเงินปันผล” จะขึ้นหน้าต่างใหม่ขึ้นมาอันนึง

3.3.3 แต่ก่อนจะกรอกในหน้าต่างใหม่อันนั้น ให้หยิบสลิปปันผลที่เราได้รับขึ้นมาดู ผมขอยกตัวอย่าง 2 อันตามรูปข้างล่างนี้

3.3.4 สลิป 1 อันคือการบันทึก 1 ครั้งในหน้าต่าง "บันทึกรายการเงินปันผลฯ"  ปีนี้โปรแกรมใช้งานง่ายขึ้น โดยให้เราเลือกชื่อย่อหุ้นจากในลิสต์ โปรแกรมจะจัดการเรื่องเลขภาษีบริษัทให้อัตโนมัติ (ไม่ต้องกรอกเองให้งงเหมือนเมื่อก่อน) จากนั้นก็กรอกเงินปันผลที่ได้ตามช่องอัตราภาษี โดยใช้ตัวเลขก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% (ไม่ใช่เลขหลังหักภาษี) ถ้ามีส่วนที่ได้รับการยกเว้นภาษีหรือ BOI ก็ต้องกรอกด้วย (แม้ส่วนนี้ไม่เอามาคิดเครดิตภาษี แต่เขาให้กรอกด้วยเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งงงกันว่าอันไหนต้องกรอกอันไหนไม่ต้อง) กรอกเสร็จ 1 สลิป กดปุ่ม "บันทึก" 1 ครั้ง 

3.3.5 ข้อมูลที่เรากรอกแต่ละสลิปจะไหลลงไปบันทึกอยู่ในตารางข้างล่างทีละบรรทัด ให้ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนหมดทุกสลิป โดยสลิปทุกใบที่ได้รับในปีภาษีนั้นจะต้องเอามากรอกทั้งหมด จะทำเนียนไม่เอาอันใดอันหนึ่งมาไม่ได้ เมื่อบันทึกหมดทุกใบแล้ว ให้คลิ๊ก "กลับหน้าหลัก"

3.3.6 โปรแกรมจะกลับมาที่หน้า 3 ในแท็บ “เงินได้ 40(4)” ให้คลิ๊ก “ทำรายการต่อไป”

3.4 หน้าที่ 4 “บันทึกลดหย่อน” กรอกค่าลดหย่อนต่างๆ ให้ครบ เช่น เบี้ยประกันชีวิต, เงินซื้อ LTF, เงินสมทบกองทุนประกันสังคม, เงินบริจาค ฯลฯ  เสร็จแล้วคลิ๊ก “ทำรายการต่อไป”

3.5 หน้าที่ 5 “คำนวณภาษี” หน้านี้ดูเหมือนไม่มีอะไรสำคัญ แต่จริงๆ แล้วหน้านี้สำคัญที่สุด!! นั่นคือ ตรงหัวข้อ “คำร้องขอคืนภาษี” ตรงบรรทัดล่างๆ ให้เลือก “มีความประสงค์จะขอคืนเงินภาษี” อย่าเลือก “ไม่มีความประสงค์ฯ” ไม่งั้นที่อุตส่าห์อ่านมาทำมาทั้งหมดจะกลายเป็นศูนย์... เมื่อมั่นใจแล้วคลิ๊ก “ทำรายการต่อไป”

3.6 หน้าที่ 6 “ยืนยันการยื่นแบบ” ตรวจดูว่าภาษีที่ได้คืนตรงกับที่เราคำนวณไว้ใน Excel หรือไม่ ถ้าไม่ตรงก็แสดงว่าอาจจะมีบางที่ที่เรากรอกผิดไป ลองตรวจสอบกันไปมาดู ถ้าถูกต้องก็กด “ยืนยันการยื่นแบบ” เป็นอันเสร็จพิธีเอวัง

4. นั่นแน่ะ... คุณได้ช่วยหยุดภาวะโลกร้อนไว้ด้วยอีกต่างหาก กด “พิมพ์แบบ” เพื่อเก็บไว้ด้วยก็ดี เอาไว้อ้างอิงว่าเราเคยกรอกอะไรไว้ตรงไหน เก็บเป็นไฟล์ pdf ก็ดีครับจะได้ลดโลกร้อนจริงๆ ไว้วันหลังถ้าอยากปริ๊นต์ลงบนกระดาษค่อยว่ากันอีกที

เมื่อจบขั้นตอน 1-4 ก็นอนรอรับเช็คได้เลยครับ (กรณีที่ได้เงินคืนนะ) แต่ถ้านานผิดปกติ ก็ลองเข้าไปที่เว็บเดิม http://rdserver.rd.go.th/publish/index.php จะมีลิ้งค์ “ตรวจสอบผลการคืน” ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่ ในบางกรณีกรมสรรพากรอาจแจ้งกลับมาให้ท่านต้องยื่นหลักฐานเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปทำตามวิธีการในนั้นได้ครับ (^_^)

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...